ยิ่งปฏิรูปยิ่งห่างไกลประชาธิปไตย!!!

0

หลังจากมีการยึดอำนาจมาเป็นเวลา 5 ปี วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 ก็จะมีการเปิดประชุมรัฐสภา ซึ่งก็ตรงกับวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีต ผบ.ทบ. ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพอดี แน่นอนว่าตลอดระยะเวลา 5 ปีของการยึดอำนาจและบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลคสช. สิ่งที่เป็นเป้าหมายมาโดยตลอดก็คือการปฏิรูปทางการเมือง

แต่การเมืองของไทยในปี 2562 หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 และการเปิดรายชื่อสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งทั้งสองกรณีนั้นนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นอย่างมาก โดยการเลือกตั้งทั่วไปก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงถึงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ระบบการคิดจำนวน ส.ส.พึงมี การที่ กกต. อนุมัติให้พรรคการเมืองขนาดเล็กซึ่งได้รับคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ ส.ส. พึงมี สามารถมี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ สมาชิกวุฒิสภาที่เต็มไปด้วยอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลคสช. อดีตสนช. ทหาร ตำรวจ ญาติพี่น้องเพื่อนพ้องและคนใกล้ชิดรัฐบาลคสช.แทบทั้งสิ้น

ที่มา iLaw

ที่มา iLaw

  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบรรดาพรรคเล็กที่ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ มาทั้งที่คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ที่จะมี ส.ส. ตามระบบ ส.ส.พึงมี ประกาศจุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับบรรดาว่าที่สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อที่มานั้นมาจากการคัดสรรของคสช. ก็ไม่น่าแปลกใจที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์

11 พรรคเล็กประกาศหนุน พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐ

11 พรรคเล็กประกาศหนุน พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐ

แต่สิ่งที่สะท้อนจากเรื่องดังกล่าวก็คือ การปฏิรูปทางการเมือง 5 ปีนั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรให้กับสังคมไทยบ้าง??? ย้อนกลับไปในช่วงที่รัฐธรรมนูญ 2540 บังคับใช้ ระบบการเลือกตั้ง ส.ส. นั้นเป็นการเลือกตั้งแบบ 2 ระบบโดยตรง คือ ประชาชนเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อเองโดยเสรี ส่วน ส.ว. นั้นก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมดเช่นกัน ต่อมาภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 การเลือกตั้ง ส.ส. ยังคงใช้ระบบเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2540 แตกต่างกันที่จำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ส่วน ส.ว. นั้นมีการแต่งตั้งและเลือกตั้งอย่างละครึ่ง

เมื่อมาถึงรัฐธรรมนูญ 2560 การเลือกตั้ง ส.ส. นั้นเปลี่ยนไปเกือบทั้งหมด มีการใช้ระบบคำนวณ ส.ส. พึงมี ส่วน ส.ว. นั้นมาจากการคัดสรรของ คสช. ทั้งหมด แถมในระยะเวลา 5 ปีแรกของรัฐธรรมนูญ 2560 ส.ว. ดังกล่าวยังสามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้อีกด้วย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบจำนวน ส.ว. 250 คน ซึ่งมาจาก คสช. 5 คน กับคะแนน ส.ส. พึงมี 1 คน ซึ่งต้องใช้คะแนนถึง 71,035 เสียง จะเท่ากับต้องใช้คะแนนเสียงมากถึง 17,758,750 เสียงเพื่อเลือก ส.ว. จำนวน 250 คน หรืออาจเรียกได้ว่าคสช. 5 คนซึ่งเลือก ส.ว. 250 คน มีคะแนนเสียงคนละมากถึง 3,551,750 คะแนน พูดง่ายๆ คสช. 1 คนมีคะแนนโหวตมากกว่าประชาชนถึง 3,551,749 คะแนน

46546546465465465465465

จึงเป็นที่มาว่าการเลือกตั้งในปี 2562 ที่ผ่านมานั้น ประชาชนอาจจะไม่ได้นายกรัฐมนตรี หรือรัฐบาลตามที่ตนเองเลือก เพราะแม้จะมีพรรคการเมืองที่แสดงจุดยืนสนับสนุนประชาธิปไตยเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง และตอนนี้จะมีคะแนนเสียงมากกว่าพรรคที่สนับสนุนคสช. แต่เมื่อเทียบกับคะแนนเสียงจาก ส.ว. อีก 250 เสียงก็ไม่สามารถโหวตนายกฯได้แล้ว เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐ เมื่อได้รับการสนับสนุนจาก 11 พรรคเล็กก็มีเสียงเกิน 130 ซึ่งทำให้ไม่สามารถปิดสวิตช์ ส.ว. ได้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.

การปฏิรูปทางการเมืองที่ผ่านมาในประเทศไทยช่วง 13 ปีมานี้ นับตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยเฉพาะการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 นั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยเป็นอย่างมาก แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นหรือไม่??? หรือประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การปกครองโดยอำนาจอยู่ในมือคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดมากกว่าประชาชน??? เรื่องนี้ประชาชนคนไทยคงต้องพิจารณากันเอาเอง!!!

Share.

About Author

Comments are closed.