จากภาพผ้าพันคอหลุยส์ วิตตองของประยุทธ์ สู่ภาพถ่ายของช่อ-พรรณิการ์และเพื่อน 

0

 

ถือว่ากำลังเป็นประเด็นร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ กรณีภาพถ่ายในอดีตของ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคอนาคตใหม่ สมัยรับปริญญาในรั้วมหาวิทยาลัย ที่กำลังถูกสังคมตั้งคำถามอย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสม

 

ล่าสุด นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย(นักฟ้องเรื่องต่อองค์กรอิสระทั่วราชอาณาจักร)(นักฟ้องในตำนาน) ได้ออกมาเตรียมร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ถึงกรณีดังกล่าวว่าส่อผิดมาตรฐานจริยธรรม[1]

 

ในหลักเกณฑ์การประพฤติปฏิบัติอย่างมีคุณธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งจะต้องประกอบด้วย (1) ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครอง ซึ่งในขั้นกำหนดโทษ ระบุว่า ผู้ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และเพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้ง 10 ปี

 

น่าสนใจว่าในกรณีดังกล่าวเป็นประเด็นร้อนแรงได้อย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่รู้แน่ชัดว่าการปล่อยภาพดังกล่าวมาจากฝีมือของฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของพรรคอนาคตใหม่ และรับลูกกันของมวลชนที่ต่อต้านพรรคอนาคตใหม่ในโลกโซเชียลมีเดีย กระทั่งเป็นประเด็นที่หยิบจับมาเล่นโดยนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม ดาราทางการเมืองอย่างนายศรีสุวรรณ คุณดี้-นิติพงษ์  คุณปารีณา และบุคคล หรือ องค์กรทางการเมืองที่ต้องการจะเล่นงานพรรคอนาคตใหม่ให้หายไปจากสารบบการเมืองไทย

 

แต่แอดมินอยากให้มองประเด็นนี้อย่างเป็นธรรม ว่าการดำเนินการเล่นงานคุณช่อ พรรณิการ์ โดยฝ่ายตรงข้ามนั้นมีปัญหาในตัวของมันเอง มีการกระทำอย่างเป็นระบบ และมีคนได้ประโยชน์ต่อกรณีนี้ ลองมาดูกันว่าประเด็นต่างๆที่แอดมินอยากชี้ให้เห็น ดังนี้

 

มาตรฐานจริยธรรม

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกับ พระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ที่เขียนและร่างโดย สนช.ที่แต่งตั้งโดย คสช. ที่มุ่งเอาผิดนักการเมือง

 

มีลักษณะตีความกว้าง  ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญควบคุม-ตีความใช้เอง[2] ต่อเรื่องดังกล่าวได้วางการกระทำที่ผิดในเรื่องการยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ อยู่ในหมวดมาตรฐานจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์  เป็นหมวดที่ผิดจริยธรรมร้ายแรงอีกด้วย ซึ่งต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

 

มีเคสกรณีตัวอย่างของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ครั้งหนึ่งเคยที่ใส่โชว์สินค้าแบรนด์เนมของนอกแบรนด์หลุยส์ วิตตอง ที่นายศรีสุวรรณเคยยืนต่อ ป.ป.ช.ให้พิจารณาเรื่องนี้

 

ว่าขัดกับมาตรฐานจริยธรรมในหมวดการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” และ “ไม่ยึดถือผลประโยชน์ของชาติเหนือกว่าผลประโยชน์ส่วนตน” อันขัดหรือแย้งต่อ ข้อ 7 และข้อ 17[3] อันเป็นการกระทำที่เข้าข่ายขัดต่อมาตรา 160(5) ของรัฐธรรมนูญ 2560 โดยชัดแจ้งบัญญัติที่ว่ารัฐมนตรีต้อง “ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง”

 

ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็ยังไม่ไปถึงไหน และเป็นการเลือกปฏิบัติขององค์กรอิสระต่อเรื่องดังกล่าว ต้องรอดูว่าเรื่องของคุณช่อ พรรณิการ์ จะรวดเร็วขนาดไหนในกระบวนการองค์กรอิสระ

 

ป.ป.ช.มาจากลุงตู่ 

มีการใช้อำนาจพิเศษออกประกาศ/คำสั่ง ไปอย่างน้อย 14 ฉบับ เลือกสรรคณะกรรมการองค์กรอิสระตามใจชอบตลอด 5 ปี ที่ผ่านมา ในการเอาคนของตัวเองเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระต่างๆของ คสช. เช่น ในการสรรหาคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่ต้ังนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีขณะนั้น เข้าไปเป็นกรรมการสรรหา และ ประธาน สนช. อีกด้วย ซึ่งขัดกับหลักประกันความเป็นอิสระของ ป.ป.ช. โดยตรง เพราะป.ป.ช. มีหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร กระบวนการสรรหาจึงต้องไม่ให้ฝ่ายบริหารเข้ามายุ่งเกี่ยวได้ [4]

 

ในการเลือกประธาน ป.ป.ช.ที่ประชุมเลือกให้ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ เป็นประธาน ป.ป.ช. ซึ่งพล.ต.อ.วัชรพล นั้นเป็นอดีต สมาชิก สนช. ที่เพิ่งลาออกเพื่อมาเข้ารับการสรรหาเป็น ป.ป.ช. และยังเป็นอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองของพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ โดยเท่ากับว่า คสช. ได้ส่งคนของตัวเองเข้ามาเป็นประธาน ป.ป.ช.  พร้อมกับกรรมการรวมห้าจากเก้าคน ก็มาจากกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งโดยคนของ คสช.[5]

         

ดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ทางการเมือง

 

สถาบันพระมหากษัตริย์ถือเป็นศูนย์ร่วมจิตใจชาวไทยและทรงอยู่เหนือการเมือง แน่นอนว่าตลอดความขัดแย้งทางการเมืองกว่า 12 ปี ที่ผ่านมา มีความพยายามดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาสร้างความได้เปรียบทางการเมืองให้กับกลุ่มตนเอง ทำให้เกิดความแตกแยกและแบ่งฝักฝ่ายในหมู่ประชาชนให้เกลียดชังกันหรือบานปลายไปถึงขั้นจับเข้าคุก มีคนที่ถูกดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือ ม.112 เพิ่มขึ้นตลอดหลายปีที่มีความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งคดีดังกล่าวมักเกิดขึ้นในกลุ่มก้อนทางการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกับทหาร

 

นอกจากนี้คดีดังกล่าวยังสร้างความเสื่อมเสียให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะมาตราดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง มีการลงโทษหนัก(เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ) ทำให้ต่างชาติมองว่าเข้าข่ายละเมิดเสรีภาพการแสดงออกและสิทธิมนุษยชน จะส่งผลในทางอ้อมให้เกิดภาพลักษณ์ในทางลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวออกไปยังต่างประเทศ ชาวต่างชาติที่รับทราบข่าวสารอาจเกิดความรู้สึกทางลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย[6]

 

ศรีสุวรรณ คู่ขัดแย้งของพรรคอนาคตใหม่ตั้งแต่ก่อตั้งพรรค

ตลอดระยะเวลาการก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ 1 ปี ที่ผ่านมา นายศรีวรรณร้องพรรคอนาคตใหม่ไปแล้วอย่างน้อย 9  เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น

  • 25 ก.พ.2562 ศรีสุวรรณ บุกร้อง กกต.เอาผิดปมประวัติ “ธนาธร” พ่วง “ปิยบุตร”โพสต์เฟซบุ๊กข้อความในลักษณะใส่ร้ายด้วยความเท็จชี้หากหัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็น ปล่อยปละละเลย[7]
  • 15 มี.ค. 2562 ศรีสุวรรณจ่อร้อง กกต.สอบยุบพรรคอนาคตใหม่ หลังยอมรับอดีตผู้สมัคร ทษช.เทคะแนนเสียงให้[8]
  • 19 มี.ค.62 ร้อง กกต.เอาผิดธนาธร ว่าไม่ใช่นักการเมืองคนแรกที่โอนหุ้นให้ Blind Trust ดูแล
  • 25 มี.ค.62 ร้อง กกต.วินิจฉัยคุณสมบัติธนาธร กรณีการโอนหุ้นสื่อ
  • 5 ม.ย.62 ร้องกกต.สอบรอบ 2 กรณีธนาธรโอนหุ้นสื่อ
  • 23 เม.ย.62 ร้อง กกต.สอบธนาธรโอนหุ้นสื่อรอบ 3
  • 29 เม.ย.62 ร้อง กกต.เรื่องผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ 11 คน ถือหุ้นสื่อ
  • 7 มิ.ย.62 ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. เรียก สส.อนาคตใหม่ สอบ หลังปูด ปม “งูเห่า 120 ล้าน”[9]

และล่าสุด กรณีคุณช่อ พรรณิการ์ ที่จะมีนายศรีสุวรรณ เป็นผู้ร้องอีกเช่นเคย

 

การรับลูกส่งลูกขององค์กรอิสระ รัฐบาล คสช. เพื่อปราบปรามฝ่ายตรงข้าม

 

กรณีของคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีต่อกรณีนี้  เริ่มต้นที่นายศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นเรื่องการถือหุ้นสื่อของนายธนาธรต่อ กตต. ต่อจากนั้น กกต.ใช้เวลาอันรวดเร็วในการพิจารณาโดยไม่ตั้งกรรมการสอบ ก็ยื่นเรื่องให้กับศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์กรอิสระเช่นเดียวกันพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญก็ใช้เวลาอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกันในการพิจารณาและมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ว่ารับเรื่องพิจารณาคุณสมบัติ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จากกรณีถือหุ้นสื่อ พร้อมมีมติ 8:1 สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทันที[10]

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกรณีที่เกิดขึ้นในการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม แต่กับฝ่ายตนเองกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมเลยแม้แต่น้อย น่าจับตาดูว่ากรณีของคุณช่อ พรรณิการ์ จะดำเนินการเช่นใด

 

กลบข่าวการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี 

การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง ถือว่ามีปัญหาอย่างมากและเป็นประเด็นที่ประชาชนเอือมระอา   เพราะเหล่านักการเมืองที่ห้อมล้อม พล.อ.ประยุทธ์ ในการเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นล้วนแล้วแต่อยากได้ตำแหน่งรัฐมนตรีทั้งสิ้น   ถึงขนาดไม่ได้สนใจเสียงประชาชนที่เลือกตนเองมา  ยอมตระบัตสัตย์ต่อคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน  สร้างความสั่นสะเทือนไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ว่าจะวางโผ ครม.อย่างไร เพราะย่อมมีน้อยใจเป็นแน่แท้ โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ที่ถวายพานตำแหน่งนายกให้ พล.อ.ประยุทธ์ อีกสมัย แต่กลับจะไม่ได้กระทรวงที่มีงบประมาณให้งาบเพียงพอ

การเอาข่าวคุณช่อ พรรณิการ์ มากลบถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลทหารถนัดอย่างมาก เพราะก่อนข่าวนี้  ก็มีข่าวอาวุธสงครามในเขตพื้นที่ภาคอีสานออกมาเป็นระยะ ดังคำกล่าวที่ว่า “ทุกปัญหาของรัฐบาล คสช.ที่เป็นข่าว ข่าวที่ให้สื่อไปติดตามใหม่ก็จะเกิดขึ้นรวดเร็วและทันที”

จากนี้ต้องติดตามเส้นทางการเมืองของ 3 แกนนำพรรคอนาคตใหม่  ที่ถูกร้องในหลายประเด็นและเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เหมือนจะอิสระ  กระแสสังคมเสียงแตกไปหลายทาง  เพราะต่างคนก็อยากจะ Save คนที่อยาก Save  สำหรับพรรคอนาคตใหม่  จะต้องรีบจัดการกับกระแสของคุณช่อโดยเร็ว  เพราะอาจจะกระทบกับคะแนนเสียง 7 ล้านเสียงที่สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ให้เข้ามาเป็นผู้แทนการเมืองสมัยแรก

 

 

 

 

 

[1] https://prachatai.com/journal/2019/06/82889

[2] https://ilaw.or.th/node/4642

[3] https://www.naewna.com/politic/347079

[4] https://ilaw.or.th/node/4808

[5] เรื่องเดียวกัน

[6] https://freedom.ilaw.or.th/freedom-of-expression-101/QA-112

[7] https://www.newtv.co.th/news/30312

[8] https://www.posttoday.com/politic/news/583373

[9] https://www.posttoday.com/politic/news/591443

[10] https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_2545869

Share.

About Author

Comments are closed.