กลิ่นรัฐประหาร กับอำนาจทางทหารที่ลดลงของคสช.!!!

0

การรัฐประหารกลายเป็นเรื่องที่ขึ้นมาอยู่ในหน้าหนึ่งของสื่อต่างๆ แทบจะในทันทีหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ออกมาพูดถึงเรื่องความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐเรื่องโผรัฐมนตรี ไปจนถึงความขัดแย้งทางการเมือง และระบุว่า “เพื่อมิให้การดำเนินการทางการเมืองกลับไปเป็นปัญหาเช่นเดิม จนต้องเกิดการแก้ไขปัญหาแบบเดิมๆ ที่ทุกคนไม่ต้องการขึ้นมาอีก” ก็ทำให้เกิดการตีความไปว่า นี่อาจเป็นสัญญาณว่าอาจเกิดการรัฐประหารขึ้นมาได้

ซึ่งหลังจากกลายเป็นกระแสข่าว ก็ทำให้ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ต้องออกมาให้สัมภาษณ์ โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในเรื่องการปฏิวัติ​รัฐประหาร​ หรือปฏิวัติซ้อน​ ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น​ ผมเองที่ทำมา​ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น​ ในวันนั้น​ ผมก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น​ เราควรกลับมาแก้ปัญหาที่ถูกวิธีจะดีกว่า​ 5 ปีที่ผ่านมา​ก็ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน​ หลายอย่างก็ดี​ บางอย่างยังไม่เรียบร้อย​ แต่เราหยุดแค่นี้ไม่ได้ ทำมาถึงวันนี้แล้ว ทุกคนก็ต้องร่วมมือกัน​ ไม่ว่ารัฐบาล ฝ่ายค้าน​ หรือภาคเอกชน​ ภาคประชาสังคม​ ต้องช่วยกัน​ เราต้องปฏิรูปทุกอย่างให้ไปด้วยกัน​

562000006472602

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ก็กล่าวตอบผู้สื่อข่าวที่สอบถามถึงกระแสข่าวการรัฐประหารว่า “โห ไม่หรอก ไม่มีแล้วนะ”

S__4989389-1

แม้ว่าทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร จะยืนยันหนักแน่นว่า ไม่มีการรัฐประหาร และไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก แต่ประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทย ก็ต้องยอมรับความจริงว่า การปฏิวัติรัฐประหารในประเทศไทยนั้น กลายเป็นวงจรทางการเมืองมาโดยตลอด ซึ่งการยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ก็ไม่น่าจะเป็นการรัฐประหารครั้งสุดท้ายของประเทศไทย

            แต่เมื่อมันมีโอกาสเกิดขึ้นได้ และสถานการณ์ทางการเมืองในวันนี้ ก็ไม่ใช่สถานการณ์ทางการเมืองที่ปกตินัก แม้ พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่เสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรนั้นก็ถือว่าเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพต่ำมาก ถึงจะมีกฎหมายต่างๆที่ออกมา รวมไปถึง ส.ว. และองค์กรอิสระ แต่ปัญหาต่างๆทั้งการเมือง ความขัดแย้ง รวมไปถึงเศรษฐกิจก็ยังไม่ได้แตกต่างไปจากปี 2557 แต่ภาพลักษณ์ และแรงสนับสนุน คสช. จากประชาชนก็ลดน้อยถอยลงไปอย่างมาก

ยิ่งเมื่อรัฐบาลใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาบริหารราชการเต็มตัว ก็จะไม่สามารถใช้มาตรา 44 ได้อีก ซึ่งก็เปรียบเสมือนว่า คสช. นั้นสิ้นสุดลงนั่นเอง

ภป-5ปีรัฐประหาร

เมื่อการรัฐประหารนั้นอาจจะเกิดขึ้นได้ คำถามที่น่าสนใจต่อมาก็คือ แล้วใครจะเป็นคนทำ??? พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.   ยังคงอำนาจในกองทัพมากเพียงพอที่จะสามารถทำได้หรือไม่??? อย่างที่เรารับทราบกันเป็นอย่างดีว่า การสั่งการรัฐประหารในประเทศไทยนั้น ตัวแปรสำคัญที่สุดคือ ผู้บัญชาการทหารบก เพราะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพบก ซึ่งเป็นกำลังหลักในการยึดอำนาจทุกครั้ง แต่วันนี้ทุกอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากพอสมควร

ย้อนกลับไปดูตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดำรงตำแหน่งในปี 2547-2548 ประเทศไทยมี ผบ.ทบ. มาแล้ว 8 คน เป็น ทหารจากหน่วยบูรพาพยัคฆ์ถึง 5 คน เป็นทหารจากหน่วยรบพิเศษ 2 คน และเป็นทหารจากหน่วยวงศ์เทวัญ 1 คน ซึ่ง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. คนปัจจุบัน ก็เป็นทหารวงศ์เทวัญ

561000010917401

แม้ว่าที่ผ่านมา พล.อ.อภิรัชต์ นั้นจะเป็น “น้องรัก” ของ พล.อ.ประยุทธ์ และมีตำแหน่งนอกเหนือจากในกองทัพหลายตำแหน่ง แต่วันนี้สถานการณ์ทางการเมืองกำลังเปลี่ยนไป คำถามก็คือ พล.อ.อภิรัชต์ จะมองการรัฐประหารในช่วงเวลานี้อย่างไร??? ถึงแม้จะเคยบอกว่า “ไม่รับประกันว่าจะเกิดการรัฐประหารอีกหรือไม่” แต่ว่าหากเกิดขึ้นจริง จากคำสั่งของ ผบ.ทบ. ขั้วอำนาจก็ไม่ใช่ คสช. อีกแล้ว

            อีกทางหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. วันนี้อำนาจในกองทัพยังคงเหลือมากน้อยแค่ไหน “กำลัง” ในมือมีมากน้อยเพียงใด ยังมากพอจะยึดอำนาจได้หรือไม่??? นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจ เพราะไม่ว่าจะมากหรือน้อยวันนี้ ขั้วอำนาจในกองทัพก็เปลี่ยนไปพอสมควร เมื่อเทียบกับตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำการรัฐประหารเมื่อปี 2557

1490842_796718840372125_6806131695887930643_o

สุดท้ายแม้ว่าการรัฐประหารจะยังคงวนเวียนอยู่ในการเมืองไทย แม้แต่ตอนนี้ แต่สิ่งที่กองทัพต้องคำนึงก็คือ หากทำแล้วจะมีผลอะไรตามมาบ้าง ปัญหาต่างๆภายในประเทศทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และความขัดแย้งจะรุนแรงขึ้นหรือไม่ จะคุมอยู่หรือเปล่า???

Share.

About Author

Comments are closed.