เปิดโครงการหาเสียง “พปชร” ทำหมดใช้งบเท่าไหร่???

0

ผ่านการแถลงนโยบายไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่มีใครพูดถึงคือ “งบประมาณ” ที่จะใช้ในการทำโครงการต่างของรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐแกนนำของรัฐบาล ที่ช่วงหาเสียงนั้นมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือประชาชนมากมายหลายโครงการ ซึ่งในคำแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีต่อรัฐสภานั้น ก็ไม่ได้มีการระบุว่าแต่ละโครงการจะทำเมื่อไหร่ ใช้งบประมาณเท่าไหร่ แตกต่างจากหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งล้วนแต่ระบุกรอบงบประมาณที่ใช้ไว้แทบทุกโครงการ

กรอบงบประมาณที่อาจต้องใช้หากพรรคพลังประชารัฐนำโครงการที่เคยหาเสียงไว้มาทำทั้งหมด ภายใต้กระทรวงที่พรรคพลังประชารัฐเป็นผู้ดูแลนั้นจึงมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เริ่มต้นกันด้วย กระทรวงการคลัง ที่มีโครงการเพิ่มวงเงินบัตรพลังประชารัฐ ในหลายมิติ ได้แก่ เพิ่มวงเงินซื้อสินค้าเป็น 500 บาทต่อคนต่อเดือน (ธงฟ้าเท่านั้น)ผู้มีสิทธิ์ 14.5 ล้านคน ช่วยเหลือค่าน้ำ 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ค่าไฟ 230 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ช่วยเหลือค่าเช่าบ้าน 400 บาทต่อเดือน ที่หากทำแค่วงเงินซื้อสินค้า 500 บาทต่อเดือนก็จะใช้งบประมาณเดือนละ 7,250 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 87,000 ล้านบาทต่อปี ไม่รวมค่าช่วยเหลือค่าน้ำค่าไฟและค่าเช่าบ้าน

ป้ายหาเสียง

ต่อกันด้วยโครงการมารดาประชารัฐ ที่แนวนโยบายคือการให้เงินแก่มารดาที่ตั้งท้องเดือนละ 3,000 บาท จนคลอด มีการช่วยเหลือเงินค่าทำคลอดอีก 10,000 บาท หลังคลอดแล้วให้ค่าเลี้ยงดูบุตรอีกเดือนละ 2,000 บาทต่อคน เป็นเวลา 6 ปี ซึ่งโครงการนี้จะใช้งบประมาณต่อเด็ก 1 คนตั้งแต่เริ่มตั้งท้อง 27,000 บาท ทำคลอดอีก 10,000 บาท และค่าเลี้ยงดูอีก 24,000 บาทต่อปี เป็นเวลา 6 ปี หรือ 144,000 บาท รวมแล้วใช้งบต่อเด็ก 1 คนตลอดโครงการ 181,000 บาท ซึ่งจากสถิติการเกิดของคนไทยในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 700,000 คน รัฐต้องจ่ายงบประมาณในโครงการมารดาประชารัฐต่อเด็กแรกเกิดเท่ากับ 30,100 ล้านบาทต่อปี และต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูสำหรับเด็กทั่วไปอีกปีละ 16,800 ล้านบาท รวมแล้วแต่ละปีต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 46,900 ล้านบาท

Dz1QhmMV4AATdpm

ด้านกระทรวงมหาดไทย พรรคพลังประชารัฐก็มีโครงการปรับเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 บาทต่อเดือนเป็น 1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งตามข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่เข้าค่ายรับเงินเบี้ยผู้สูงอายุมากถึง 10.66 ล้านคน จะทำให้โครงการนี้ใช้งบประมาณเท่ากับ 10,660 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 127,920 ล้านบาทต่อปี

1559832107_68074_correctone

ในขณะที่กระทรวงแรงงานก็มีนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400-425 บาทต่อวัน ปรับเพิ่มเงินเดือนสายอาชีวะเป็น 18,000 บาทต่อเดือน ปริญญาตรี 20,000 บาทต่อเดือน ซึ่งการปรับค่าแรงในลักษณะนี้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับยุคที่มีการปรับค่าแรงเป็น 300 บาทต่อวันและขึ้นเงินเดือนปริญญาตรีเป็น 15,000 บาทต่อเดือน เมื่อปี 2554 โดยในช่วงเวลานั้นรายงานของ TDRI และ วุฒิสถาได้ระบุว่าจะสร้างภาระต่องบประมาณในส่วนของเงินเดือนราชการ และลูกจ้าของรัฐเพิ่มขึ้นปีละ 70,000 ล้านบาท

562000005584702

อีกกระทรวงที่เป็นไฮไลท์ก็คือกระทรวงเกษตรฯ ที่มีโครงการประกันราคาสินค้าเกษตรหลายชนิด เช่น ประกันราคาข้าวหอมมะลิ 18,000 บาทต่อตัน ซึ่งราคาปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 16,000 บาทต่อตัน ปริมาณผลผลิตต่อปีประมาณ 9 ล้านตัน ชดเชยเฉลี่ย 2,000 บาทต่อตัน จะใช้งบประมาณราว 18,000 ล้านบาท ประกันราคาข้าวเจ้า 12,000 บาทต่อตัน ราคาเฉลี่ย 7,800 บาทต่อตัน ผลผลิตเฉลี่ย 9.9 ล้านตัน ชดเชยเฉลี่ย 4,200 บาทต่อตัน ใช้งบประมาณราว 41,580 ล้านบาท ประกันราคายางพารา 65 บาทต่อกิโลกรัม ราคาเฉลี่ย 46 บาทต่อกิโลกรัม ผลผลิตเฉลี่ย 4.3 ล้านตัน ชดเชยต่อกิโลกรัมเท่ากับ 19 บาท ใช้งบประมาณราว 81,700 ล้านบาท

            ประกันราคามันสำปะหลัง 5 บาทต่อกิโลกรัม ราคาเฉลี่ย 2.5 บาทต่อกิโลกรัม ผลผลิตต่อปีเฉลี่ย 29 ล้านตัน ใช้งบประมาณราว 72,500 ล้านบาท ประกันราคาอ้อย 1,000 บาทต่อตัน ราคาเฉลี่ย 800 บาทต่อตัน ชดเชยเฉลี่ย 200 บาทต่อตัน ผลผลิตต่อปีเฉลี่ย 131 ล้านตัน ใช้งบประมาณราว 26,200 ล้านบาท

  รวมๆแล้วถ้ารัฐบาลพลังประชารัฐทำโครงการต่างๆตามที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชนทั้งหมดจะใช้งบประมาณราว 571,800 ล้านบาท ซึ่งในภาวะที่รัฐบาลประสบปัญหาด้านงบประมาณทั้งการจัดทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น และเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดี ก็ถือเป็นวงเงินงบประมาณที่สูงมาก

559000005259303-1

แน่นอนว่าโครงการเหล่านี้บางโครงการมีความจำเป็น เพราะต้องช่วยเหลือประชาชน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ การลดค่าใช้จ่ายของผู้มีรายได้น้อย หรือการช่วยเหลือเกษตรกร อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่พรรคพลังประชารัฐได้ให้สัญญาประชาคมไว้ แต่คำถามก็คือ จะทำได้จริงหรือไม่? จะทำได้ทุกโครงการหรือเปล่า? ทำแล้วจะมีผลกระทบอะไรกับเศรษฐกิจภาพรวมหรืองบประมาณของรัฐหรือไม่? รวมทั้งหากมีความจริงใจทำไมจึงไม่ระบุโครงการและกรอบงบประมาณไว้ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา??

Share.

About Author

Comments are closed.