อิรัก: ดินแดนที่ไม่เคยสงบ

0

สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศอิรัก กลายเป็นประเด็นที่น่าวิตกกังวลอย่างยิ่งในปัจจุบัน ภายหลังกลุ่มติดอาวุธ ซึ่งนำโดยกลุ่มอิสลามิสต์ ที่เรียกว่าตนเองว่า “รัฐอิสลามในอิรักและเลแวนต์” (Islamic State in Iraq and theLevant (ISIL) หรืออีกชื่อหนึ่งว่า รัฐอิสลามในอิรักและอัลชาม (Islamic State in Iraq and al-Sham (ISIS))[1] ได้เข้ายึดครองพื้นที่หลายเมืองในเขตภาคเหนือของอิรัก

หากมองดูภูมิหลังของสถานการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้ เกิดจากเหตุผล 2 ประการ คือ เรื่องศาสนา และเรื่องความสองมาตรฐานของรัฐบาลโดยมีต่างประเทศเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เหตุผลทั้งสองล้วนสัมพันธ์กันอย่างปฏิเสธไปไม่ได้

ในเรื่องศาสนา หากมองข้อมูลพื้นฐานของประเทศอิรักแล้ว มีประชากรประมาณ 36 ล้านคน[2] โดยเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามกว่า 97% ซึ่งแบ่งออกเป็นนิกายชีอะห์กับนิกายสุนนีย์ โดยมีผู้นับถือนิกายชีอะห์ประมาณ 65% และนิกายสุนนีย์ประมาณ 35%[3]

การเกิดขึ้นของแนวร่วม ISIL หรือ ISIS นั้น นอกจากกองกำลังอาวุธแล้ว ยังมีแนวร่วมที่เป็นประชาชนที่นับถืออิสลามนิกายสุนนีย์ที่หันมาให้ความร่วมมือด้วย ด้วยเหตุผลทางศาสนาที่ผนวกรวมกับการเมือง ที่รู้สึกว่าตนถูกกดขี่ และเป็นพลเมืองส่วนน้อยของประเทศ ทำให้หันมาให้ความร่วมมือกับกลุ่ม ISIL

ซึ่งอย่างตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น นายกรัฐมนตรีนูริ อัล-มาลิกี ซึ่งเป็นชาวชีอะห์ ทำตัวเป็นผู้นำเผด็จการ เข้าข้างคนมุสลิมนิกายชีอะห์ด้วยกัน ปฏิบัติต่อชาวสุนนีย์อย่างไม่ยุติธรรมเสมือนพลเมืองชั้นสอง[4]

ดังนั้นสาเหตุเรื่องศาสนา จึงเป็นหนึ่งเหตุผลที่กลุ่ม ISIL สามารถยึดเมืองได้ง่าย เพราะประชาชนในเขตภาคเหนือเอาด้วย ผนวกร่วมกับการสร้างความหวาดกลัวให้กับทหารของอิรัก ไม่ว่าจะเป็นการทารุณกรรมผู้ที่คิดต่าง เพื่อทำให้ทหารอิรักหวาดกลัวและไร้ซึ่งขวัญกำลังใจ และทิ้งฐานที่มั่นได้ง่ายๆ แม้จะมีกำลังพลมากกว่า ถึง 15 ต่อ 1 ก็ตาม[5]

หากกล่าวตามเหตุผลข้างต้นก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจอยู่มิน้อยต่อประชาชนที่นับถือนิกายสุนนีย์ที่ไปเข้าข้างกลุ่ม ISIL เพราะไม่ว่าจะเป็นด้านประชากรที่นับถือนิกายวสุนนีย์ที่มีน้อยกว่าผู้ที่นับถือนิกายชีอะห์ ผนวกกับรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศก็นับถือนิกายชีอะห์อีก ทำให้เกิดการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ให้การสนับสนุนอย่างผู้นับถือนิกายชีอะห์ แต่ก็เป็นเรื่องที่ให้อภัยไม่ได้เช่นกัน ต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากกลุ่มแนวร่วม ISIL ในการสังหารหมู่ประชาชนและผู้ที่คิดต่างอย่างโหดเหี้ยม ไม่ว่าจะเป็นการยิงเป้า การทารุณกรรมต่างๆนานา

หากมองยุทธศาสตร์ด้านการทหาร แน่นอนว่ากลุ่ม ISIL ต้องการสร้างความหวาดกลัวให้กับทหารอิรัก ซึ่งมีปริมาณกว่า 1 ล้านนาย[6] ในขณะที่กลุ่ม ISIL มีปริมาณที่น้อยกว่ามาก จึงใช้ยุทธศาสตร์นี้ในการสร้างความหวาดกลัวให้กับเหล่าทหารอิรัก  

ซึ่งกลุ่ม ISIL ประกอบไปด้วยคนจากหลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักรบเพื่อศาสนา (ญีฮาด) ซึ่งมีทั่วโลก[7] กลุ่มอัล –เคดาในอิรัก(AKI) สาขาของเครือข่ายก่อการร้ายสากล “อา-เคดา” ที่เคยมีบินลา ดิน เป็นผู้นำ[8] โดยเป้าหมายหลักของกลุ่ม ISIL คือ ผนวกดินแดนภาคเหนือ ภาคตะวันตกและภาคกลางบางส่วนของอิรัก เข้ากับภาคตะวันออกของซีเรีย เพื่อตั้งเป็น “รัฐอิสลามบริสุทธิ์” สำหรับชาวสุนนีย์

สถานการณ์ปัจจุบัน กลุ่ม ISIL สามารถยึดเมืองทางภาคเหนือของอิรักได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเมืองโมซูล เมืองทิกริต และล่าสุดวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมาสามารถยึดเมืองทัล อาฟาร์ ซึ่งเป็นเมืองสำคัญของอิรักได้ ซึ่งห่างจากกรุงแบกแดด เมืองหลวงเพียง 65 กิโลเมตร

เป็นเรื่องที่หนักอึ้งเช่นกันสำหรับรัฐบาลอิรักและกองทัพ ในการร่วมกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะหากดูจากเป้าหมายหลักของกลุ่ม ISIL ที่ต้องการผนวกรวมดินแดนภาคเหนือ ภาคตะวันตกและภาคกลางบางส่วนของอิรัก เข้ากับภาคตะวันออกของซีเรีย เพื่อตั้งเป็น “รัฐอิสลามบริสุทธิ์” นั้น เป็นเรื่องที่ใหญ่เช่นกันในการจัดการแก้ปัญหานี้

ยังไม่นับรวมเรื่องระหว่างประเทศ ที่รัฐบาลอิรักได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในด้านต่างๆ และในอนาคตเราอาจเห็นการให้ความช่วยเหลือของสหรัฐฯ ต่อรัฐบาลอิรัก ซึ่งในปัจจุบันเราก็ได้เห็นบางส่วนแล้วไม่ว่าจะเป็นการส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน ‘ยูเอสเอส จอห์จ เอชดับเบิลยู บุช’ เข้าไปในอ่าวเปอร์เซียพร้อมเรือรบอีก 2 ลำ เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา[9] และอาจมีการใช้โดรนโจมตีทางอากาศเพื่อสกัดการรุกคืบของ ISIS[10]

บทสรุปของเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ระหว่างฝ่าย ISIL กับรัฐบาลอิรัก ผนวกร่วมกับสหรัฐฯ แล้ว คงเป็นเรื่องที่ยากที่จะด่วนสรุปว่าอนาคตจะจบเป็นไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน คือความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หนทางสันติวิธีคงเป็นเรื่องที่ยากจะเกิดขึ้นในอิรัก แต่ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ เว็บไซต์ ispacethailand.com ขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอิรักผ่านการพูดคุยและหาหนทางที่ถูกที่ควร

 

 

[1]http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9570000068224&keepThis=true&TB_iframe=true&height=650&width=850&caption=Manager+Online+-+Breaking+News

[2]Embassies overseas of Republic of İraq: http://www.mofamission.gov.iq/

[3]http://web.archive.org/web/20130319120446/http://www.pewforum.org/newassets/images/reports/Muslimpopulation/Muslimpopulation.pdf

[4] http://www.thairath.co.th/content/429469

[5] อ้างแล้ว

[6] อ้างแล้ว

[7] อ้างแล้ว

[8] อ้างแล้ว

[9] http://edition.cnn.com/2014/06/17/world/meast/iraq-crisis/

[10] อ้างแล้ว

Share.

About Author

Leave A Reply