โพล ความรู้ใหม่ที่ควรศึกษา ก่อนตกยุคข้อมูลข่าวสาร

0

การสื่อสาร เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งจะเห็นได้จากการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อผู้บริโภค จากหลายแหล่งที่มีความรวดเร็วและไร้พรมแดน ทำให้การรู้จักเลือกบริโภคข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งสำคัญ อีกทั้งผู้บริโภคต้องใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจว่าจะให้คุณค่าหรือความเชื่อต่อข่าวเหล่านั้นอย่างไร

ตัวอย่างของข้อมูลที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ได้แก่ “โพล” (Poll)

โพล (Poll) มีการจัดทำและเผยแพร่อย่างมากในสังคมปัจจุบัน และได้ถูกหยิบมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ทิศทางทางการเมือง เช่น การเลือกตั้ง ซึ่งความหมายของโพล คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสาร (Information) ที่ครอบคลุมการสำรวจความคิดเห็น ( Opinion) ทัศนคติ ( Attitude) ความเชื่อ ( Belief) และพฤติกรรม ( Behavior) จากประชาชน รวมไปถึงการสำรวจข้อเท็จจริงทางสังคม ( Social Facts) ซึ่งโพลกับงานวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) นั้นคือสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ว่า โพลถูกใช้โดยองค์กรสื่อมวลชน แต่งานวิจัยเชิงสำรวจถูกทำขึ้นโดยนักวิจัยของสถาบันการศึกษา[1]

สำหรับในประเทศไทยมีการจัดทำและเผยแพร่การทำโพลอย่างเป็นทางการครั้งแรกในพ.ศ. 2518 โดย “นิด้าโพล” (อ้างในบทความของ เทวินทร์ ขอเหนี่ยวกลาง) และหลังจากนั้น มีการจัดทำโพลอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะทางการเมืองที่มีระบบการเลือกตั้ง

 ซึ่งพบปัญหาอยู่หลายจุด โดยที่ ผลสำรวจที่ได้จากโพล อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้ในทุกขั้นตอนของการทำโพล[2] ซึ่งก่อนที่จะเชื่อผลโพลที่ปรากฏตามสื่อมวลชนนั้น ต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายๆ ด้าน ตั้งแต่การตั้งหัวข้อที่ทำการสำรวจ, วิธีเลือกกลุ่มเป้าหมาย, วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล  และวิธีวิเคราะห์ข้อมูล เป็นต้น

เพื่อให้ผู้อ่านผลโพล เข้าใจองค์ประกอบและเป้าหมายของการทำโพลนั้นๆ ผู้อ่านควรพิจารณาประกอบการตัดสินใจ ซึ่งเว็บไซต์ ispacethailand.com รวบรวมให้ได้อ่าน ดังนี้

  1. การพิจารณาแบบสอบถามที่มีอคติและการชี้นำ โดยมีตัวเลือกในการตอบไปในทิศทางที่ผู้ทำโพลต้องการ เช่น ถ้าถามว่า ท่านพอใจระดับใดต่อนโยบายของ “ พรรคการเมือง A” โดยมีตัวเลือกให้ผู้ตอบว่า “ พอใจ ” “ ไม่ค่อยพอใจ ” “ ไม่พอใจ ” จะเห็นว่า ตัวเลือกจะเอนเอียงไปในทางลบต่อนโยบาย ของ “ พรรคการเมือง A” ทำให้การสรุปผลจะทำให้เกิดการคลาดเคลื่อนอย่างมาก
  2. หัวใจสำคัญของการทำโพล ได้แก่ กระบวนการการเลือกและการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยที่คนมักจะคิดว่าการเก็บตัวอย่างจำนวนมากมักจะทำให้ผลโพลออกมาน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดๆ อันที่จริงคือ การเลือกกลุ่มตัวอย่าง (Process of Sample Selection) ต้องสอดคล้องกับการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง มิเช่นนั้น ความคลาดเคลื่อนก็จะเกิดตามมาอีก
  3. ในกระบวนการการเก็บรวบรวมข้อมูล ( Data Collection ) ถ้ามีปัญหาก็จะทำให้ผลสำรวจนั้นคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงได้ ได้แก่ พนักงานเก็บข้อมูลสร้างข้อมูลเท็จ หรือที่เรียกว่า “ นั่งเทียนเขียน ” ประชาชนผู้ตกเป็นตัวอย่างไม่ยอมตอบ และพนักงานเก็บข้อมูลไม่สามารถติดต่อกับกลุ่มตัวอย่างได้ ซึ่งผู้จัดทำโพลจะต้องนำปัญหาเหล่านี้มาพิจารณา และควบคุมมิให้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของข้อมูลผลสำรวจได้
  4. ส่วนความผิดพลาดอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่เป็นการยากที่ผู้อ่านผลโพลจะทราบ คือ การลงรหัสข้อมูล การป้อนข้อมูล และการประมวลผลข้อมูลที่เกิดความผิดพลาดขึ้น และส่งผลทำให้ผลสำรวจผิดพลาดไปได้
  5. การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงของสังคมไทยเวลานี้คือ ปรากฏการณ์ “พิกกี้” ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมของผู้คนที่มักจะหยิบเพียงบางประเด็นขึ้นมาสนับสนุนความชอบธรรมในการชี้นำของตนเองและละเลยประเด็นอื่นที่ขัดแย้งหรือไม่สนับสนุนการชี้นำของตน

ยกตัวอย่างในกรณีของการสำรวจโพลล์ที่มีความผิดพลาด เช่น การเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ปี 2556 ของเอแบคโพล[3] ซึ่งสำนักวิจัยเอแบคโพลได้ทำการศึกษาเฉพาะกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครในหัวข้อเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร และอีก 16 จังหวัดของประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 2,195 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 10 – 15 ธันวาคม 2555

โดยอันดับ 1 เลือก พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ร้อยละ 32.1 อันดับ 2 เลือก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์  บริพัตร ร้อยละ 31.7 อันดับ 3 เลือก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์  เตมียเวส ร้อยละ 14.5 แต่ผลปรากฏว่าพอเลือกตั้งจริง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์  บริพัตร กลับมีคะแนนนำ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ อยู่มาก ซึ่งๆ ผลโพลที่เกิดขึ้นไม่ได้นำพาอะไรเลย ซึ่งสำนักโพลเกือบทุกสำนักวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกัน

เมื่อถามถึงผลโพลว่าสามารถชี้นำหรือมีผลต่อการตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ กทม. หรือไม่นั้น

ในมุมของนักวิชาการ เช่น รองศาสตราจารย์ ดร. สุจิตรา  บุณยรัตพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับผลการสำรวจในครั้งนี้เพิ่มเติมว่า “จากผลการสำรวจคะแนนความนิยมของผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. ในแต่ละสำนักโพลที่นำเสนอในช่วงนี้ ต่างก็มีผลไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกันทุกสำนัก ดังนั้น คน กทม. จึงมีความเชื่อมั่นต่อผลการสำรวจที่ออกมาในระดับหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธความเชื่อของประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ว่า สำนักโพลถูกการเมืองเข้ามาแทรกแซง ซึ่งไม่ว่าจะในวงการใดก็ตามประชาชนก็มองว่ามีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือถูกแทรกแซง เช่น สื่อมวลชน เป็นต้น

หากผลโพลที่สำนักโพลพยายามศึกษาอยู่นั้นมักถูกแทรกแซงทั้งจากการเมือง ธุรกิจ เหตุใดโพลยังถูกใช้ในปัจจุบัน และเหล่านักการเมือง และผู้มีอำนาจชอบใช้ ตัวอย่างที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ คงหนีไม่พ้น เรื่อง คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ใช้โพลในการเรียกคะแนนนิยมจากประชาชน ดังที่ปรากฏในหลายสำนักโพลถึงผลสำรวจที่เกิดขึ้น โดยมีเนื้อหาไปในทิศทางเดียวกันว่า การบริหารงานของ คสช.นั้น เป็นที่พึงพอใจจนถึงชื่นชอบของประชาชนอย่างมาก[4]

แต่อย่างไรก็ตามผลโพล เป็นเพียงตัวเลขที่สะท้อนความคิดเห็นออกมาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งสามารถพลิกผันหรือเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้น คะแนนความนิยมของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หรือผลสำรวจของสำนักโพลต่อ คสช. ก็ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ยังไม่แน่นอนโดยเฉพาะกลุ่มพลังเงียบที่ยังไม่ตัดสินใจ”

 

[1] http://www.enn.co.th/6197

[2] http://www.dpu.ac.th/techno/page.php?id=5469

[3] http://www.dailynews.co.th/Content/bangkok/25419

[4] http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20140727/595431/%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%AA%E0%B8%8A.%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%8A%E0%B8%8A.%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99.html

Share.

About Author

Leave A Reply