โทษประหาร แก้ปัญหาคอรัปชั่นจริงหรือ?

0

วันที่ 12 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เว็ปไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 ลงวันที่ 9 ก.ค.2558

โดยมีสาระสำคัญ ในมาตรา 13 ให้เพิ่มบทบัญญัติการลงโทษแก่เจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำความผิด ตามมาตรา 123/2 มาตรา 123/3 มาตรา 123/4 มาตรา 123/5 มาตรา 123/6 มาตรา 123/7 และมาตรา 123/8 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 โดยประเด็นที่สำคัญคือ มาตรา 123/2 บัญญัติว่าผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสําหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทําการหรือไม่กระทําการอย่างใดในตําแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 20 ปี หรือจําคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1-4 แสนบาท หรือประหารชีวิต และในมาตรา 123/3 บัญญัติว่า ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ กระทําการหรือไม่กระทําการอย่างใดในตําแหน่ง โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งในตําแหน่งนั้น ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจําคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1-4 แสนบาท.

law[2]deathpenalty-justert

ทำให้เกิดกระแสการถกเถียงอย่างมาก ต่อการเพิ่มโทษที่รุนแรงของพระราชบัญญัตินี้ ที่โทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต เพราะในขณะที่ทั่วโลกมีการรณรงค์ให้ยกเลิกโทษประหารชีวิต แต่ประเทศไทยกลับพยายามจะบังคับใช้โทษประหารชีวิตมากขึ้น โดยใช้ฐานความคิดว่าการมีโทษประหารชีวิต จะเป็นการทำให้คนกลัว และไม่กล้ากระทำความผิด

 

จึงอยากให้มาดูตัวเลขความเป็นจริงว่า การมีโทษประหารชีวิต สามารถช่วยลดการคอรัปชั่นได้จริงหรือไม่

ตามการจัดอันดับการคอรัปชั่นทั่วโลกปีล่าสุด(2014) ของ Transparency international หรือองค์กรที่จัดอันดับความโปร่งใสทั่วโลกประเทศที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดในโลก ใน10ลำดับแรกนั้น มีถึง 9 ประเทศที่ไม่มีการใช้โทษประหารชีวิตในกฎหมายแต่อย่างใด คือประเทศ เดนมาร์ค นิวซีแลนด์ ฟินแลนด์ สวีเดน นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก และแคนาดา มีเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่ยังมีบทบัญญัติโทษประหารชีวิต คือประเทศสิงค์โปร์

อย่างไรก็ดี ประเทศสิงค์โปร์ไม่ได้มีการบัญญัติโทษการประหารชีวิตในคดีคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด

000100002

 

ในขณะเดียวกัน 8ใน10 ของประเทศที่ถูกจัดอันดับว่ามีการคอร์รัปชั่นมากที่สุด นั้นมีการใช้กฎหมายการประหารชีวิต แม้แต่จีนเองที่หลายคนชอบยกตัวอย่างว่าเป็นต้นแบบของประเทศที่คอรัปชั่น=ประหารชีวิต ก็ยังมีอันดับความโปร่งใสที่ต่ำกว่าเรา ที่อันดับ100

 

สิ่งเหล่านี้บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า การประหารชีวิต ไม่ได้ช่วยลดการคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด ประเทศที่เจริญแล้วหลายประเทศใช้การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน เช่นการสร้างการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบองค์กรต่างๆ เปิดอิสระภาพทางสื่อ ฯลฯ เพื่อทำให้รัฐบาลและองค์กรต่างๆมีความโปร่งใส

มีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่ยังคงความเชื่อผิดๆอยู่ที่ว่าการลงโทษที่หนักขึ้นจะทำให้การทำผิดเกิดขึ้นยาก ซึ่งจากสถิติตัวเลขก็ได้พิสูจน์กันแล้ว

สิ่งสำคัญสำหรับประเทศไทยนอกจากเรื่องเหล่านี้แล้วที่ต้องตระหนักคือมาตรฐานความยุติธรรมในการดำเนินคดีกับฝ่ายต่างๆด้วย

OAWP5M

 

อ้างอิง http://www.transparency.org/cpi2014/results

http://statutes.agc.gov.sg/aol/search/display/view.w3p;page=0;query=DocId%3A025e7646-947b-462c-b557-60aa55dc7b42%20Depth%3A0%20Status%3Ainforce;rec=0

https://en.wikipedia.org/wiki/Use_of_capital_punishment_by_country#/media/File:Capital_punishment.PNG

Share.

About Author

Comments are closed.