“ศาลฎีกา” สั่ง “กองทัพบก” ชดใช้ค่าเสียหาย 1.87 ล้าน กรณีพลทหารถูกซ้อมจนเสียชีวิต

0

รายงานข่าวจากเว็บไซต์ข่าวประชาไท ลงวันที่ 16 ม.ค. ระบุว่า ศาลแพ่ง (ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ) นัดฟังคำสั่งศาลฎีกา กรณีโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ที่โจทก์ฎีกาเพื่อขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลย(กองทัพบก) จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์สูงขึ้นกว่าที่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาไว้ ในคดีหมายเลขดำที่ พ.1131/2560 ซึ่ง นางบุญเรือง สุธีรพันธุ์ มารดาสิบโทกิตติกร ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งต่อกองทัพบกให้รับผิดกรณีกระทำละเมิดเป็นเหตุให้สิบโทกิตติกรเสียชีวิต จากเหตุการณ์สิบเวรหรือผู้คุมเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 25 (มทบ.25) กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายสิบโทกิตติกรเสียชีวิตในเรือนจำทหาร จังหวัดสุรินทร์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2559

สิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์

สิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์

ศาลฎีกาแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกา พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา เป็นอันว่าคดีถึงที่สุดแล้ว

 

คดีนี้ได้มีการไต่สวนการตายเป็นคดีหมายเลขดำที่ ช.1/2559 โดยศาลได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2559 ว่า “ผู้ตายคือ สิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์ ตายที่เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 25 เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2559 เหตุและพฤติการณ์ที่ตายคือ มีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงร่วมกับกระเพาะอาหารแตก เนื่องจากถูกทำร้ายร่างกายโดยพลอาสาสมัครสี่นาย (ปกปิดชื่อ) ร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย” 

กองทัพบก

กองทัพบก

อีกทั้งปรากฎในรายงานการผ่าศพของแพทย์พบว่าภายในศีรษะมีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง สมองบวม บริเวณทรวงอกภายในมีกระดูกซี่โครงหัก 2 ซี่ บริเวณปอดมีรอยฟกช้ำที่กลีบปอดซ้าย บริเวณท้องมีของเหลวสีน้ำตาลอยู่ภายในช่องท้องประมาณ 200 มิลลิลิตร กระเพาะอาหารแตก และมีรอยฟกช้ำเล็กน้อยที่บริเวณกลีบซ้ายของตับ

 โดยรายงานการชันสูตรพลิกศพสรุปว่าสาเหตุการตายเกิดจาก มีการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง ร่วมกับกระเพาะอาหารแตก เนื่องจากถูกทำร้ายร่างกาย โดยพลอาสาสมัครทั้งสี่นายได้การกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้สิบโทกิตติกรถึงแก่ความตาย 

อีกทั้งมีพลอาสาสมัครผู้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้คุมเรือนจำมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องรักษาความสงบเรียบร้อยภายในบริเวณเรือนจำที่ตนเป็นสิบเวรประจำวัน มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยต่อหน่วยงานและบุคคลผู้ต้องขัง แต่ได้จงใจสั่งการและร่วมกันกับพลทหารผู้ช่วย ทำร้ายสิบโทกิตติกรฯ โดยทรมานและทารุณโหดร้าย และจงใจไม่แจ้งให้แพทย์ทราบถึงอาการบาดเจ็บของสิบโทกิตติกรฯ และไม่ได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ 

มีพฤติการณ์ข่มขู่ไม่ให้ผู้ต้องขังที่อยู่ภายในห้องขังเดียวกันช่วยเหลือสิบโทกิตติกรฯ และได้สั่งผู้ต้องขังในห้องขังทำร้ายร่างกายสิบโทกิตติกรฯ ที่นอนไม่ได้สติอยู่ที่พื้นห้องหลายครั้งจนกระทั่งสิบโทกิตติกรถึงแก่ความตาย

มารดา สิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์

มารดา สิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์

ในเรื่องค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเป็นอย่างเดียวกัน โดยให้กองทัพบกชดใช้ค่าเสียหาย เป็นค่าจัดการศพแก่โจทก์จำนวน 120,000 บาท แต่หักเงินที่ฝ่ายจำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ไปแล้ว 50,000 บาท ดังนั้นจึงต้องชำระให้โจทก์อีก 70,000 บาท จากที่โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายจริงในการจัดงานศพเป็นเงินทั้งสิ้น 211,225 บาท ค่าขาดไร้อุปการะจากการที่สิบโทกิตติกรฯบุตรของโจทก์ถึงแก่ความตาย จำนวน 1,800,000 บาท

 

ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกา เพราะเห็นพ้องตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และเห็นว่าไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุด ซึ่งกองทัพบกต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่บุญเรืองฯ เป็นค่าจัดการศพและค่าขาดไร้อุปการะ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,870,00 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 ก.พ. 2559 ซึ่งเป็นวันที่สิบโทกิตติกรฯถึงแก่ความตาย เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะขำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

 

อ้างอิง

https://prachatai.com/journal/2020/01/85953 

สิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์

สิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์

Share.

About Author

Comments are closed.