ปริศนา MH370: เบาะแสที่ยังไม่กระจ่าง??

0

เหตุการณ์ช็อกโลกที่โด่งดังมากๆในหนึ่งถึงสองสัปดาห์นี้ คงจะหนีไม่พ้นเหตุการณ์ที่เครื่องบินของสายการบิน Malaysia Airline เที่ยวบินที่ MH370 ที่มีเส้นทางการบินจากกัวลาลัมเปอร์ไปยังกรุงปักกิ่ง ได้อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยจากจอเรดาร์พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือรวม239 คน และจนบัดนี้เป็นเวลาเกือบสิบวันแล้ว ก็ยังไม่พบร่องรอยใดๆเลย

ผ่านไปเกือบสัปดาห์ของการค้นหา ทางการมาเลเซียก็เพิ่งจะออกมายอมรับว่า เครื่องบินของตนนั้นได้ถูกควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านการบินซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ในระหว่างทางที่เครื่องบินบิน และมีการหักเลี้ยวเปลี่ยนเส้นทางการบินออกจากเส้นทางเดินที่ได้กำหนดไว้ โดยทางสำนักข่าว CNN ก็ได้ออกมาวิเคราะห์เส้นทางการบินที่ถูกเปิดเผย และชี้ว่าเหตุใดจนถึงบัดนี้เราถึงยังไม่รู้ว่าเครื่องบินลำนี้นั้นอยู่ที่ไหนกันแน่

เที่ยวบิน MH370 ออกจาก KL เวลา 00.41 น. เพื่อทำการบินตรงไปยังกรุงปักกิ่ง และจู่ๆในระหว่างทาง ระบบการสื่อสารถึง 2 ชนิดก็ถูกปิดลงในเวลาไล่เลี่ยกันอย่างน่าสงสัย จากการสอบสวน พบว่าสวิตซ์ของระบบสื่อสารทั้งสองชนิดนั้น ไม่สามารถปิดเองไม่ได้แน่ๆจะต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจในการควบคุมเครื่องเป็นคนกระทำ อย่างแรกระบบ ACARS (Aircraft Communications Addressing and Reporting System) หยุดส่งสัญญานไปก่อนที่เวลา 01.07 น. จากนั้นนักบินคนหนึ่งก็ได้กล่าวกับหอควบคุมการบินด้วยประโยคสุดท้ายก่อนที่เครื่องบินจะหายไปว่า  “Alright, Goodnight” (งั้น ราตรีสวัสดิ์) เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าทุกอย่างยังคงดำเนินไปได้เป็นปกติ หลังจากนั้นเมื่อเวลา 01.21 น. ผู้ขับเครื่องบินก็ได้ปิดสวิตซ์ Transponder หรือเครื่องชี้พิกัดซ้ำไปอีก เป็นที่แน่นอนว่าคนที่ควบคุมเครื่องบินอยู่ตั้งใจจะหลบการหาพิกัดของเครื่องด้วยเรดาร์ จากนั้นเครื่องก็ได้ทำการเปลี่ยนเส้นทางการบิน โดยพยายามหักหลบการจับสัญญาณ แต่เรดาร์ก็สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวได้ในระดับหนึ่ง และเรดาห์ของทางการทหารมาเลเซียก็ยังจับได้ โดยระบุว่าเครื่องมีการเปลี่ยนทิศทางจริงๆ

แล้วเครื่อง MH370 ก็มีการเปลี่ยนเพดานบินเพื่อให้จับทิศทางได้ยากขึ้น โดยไต่ระดับขึ้นไปที่ความสูง 45,000 ฟีต ซึ่งเกินระดับที่มนุษย์จะรับได้ และก็ลดระดับลงมาอยู่ที่ 23,000 ฟิตในบางช่วงด้วย อีกทั้งยังมีข้อมูลใหม่ที่บ่งชี้ได้ว่า MH370 บินต่อไปได้อีกนับจากจุดเริ่มต้นได้ถึง 7 ชั่วโมงเลยทีเดียว เพราะมีดาวเทียมบางดวงจับความเคลื่อนไหวนี้ได้เป็นรายชั่วโมงไปตลอดทาง หากนับตั้งแต่จุดที่ขาดการติดต่อระยะที่สามารถบินไปได้ ทางทิศเหนือก็อาจบินถึงคาซัคสถาน ทิศใต้ก็สามารถบินไปได้ถึงออสเตรเลียฝั่งตะวันตกเลยทีเดียว ซึ่งการระบุพิกัดลงไปอย่างชี้ชัดนั้นทำได้ยากมากๆ อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าไฟล์ทนั้นอาจบินได้ยาว 7-8 ชั่วโมงและน้ำมันก็อาจจะหมด แต่ เราก็ยังไม่สามารถทราบคำตอบได้อยู่ดีว่าเกิดอะไรขึ้นบนเครื่องกันแน่ เพราะส่วนของการบันทึกเสียงเหตุการณ์บนไฟล์ทนั้นอยู่ตรงบริเวณหางของเครื่อง และสามารถบันทึกเหตุการณ์ล่าสุดได้เพียง 2 ชั่วโมงสุดท้ายเท่านั้นเอง ดังนั้นช่วงแรกๆของการบินเราก็จะไม่รู้ทั้งหมดอยู่ดีว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง จะมีก็เพียงอุปกรณ์บันทึกข้อมูลในห้องนักบินเท่านั้นที่จะพอตอบได้แต่ก็เป็นเพียงภาพรวมของไฟล์ทเท่านั้นเอง และสุดท้ายอย่างที่เราทราบกันว่าบนเครื่องบินนี้ไม่ได้มีบริการโทรศัพท์ผ่านดาวเทียมดังนั้นจึงไม่มีใครติดต่อลงมายังพื้นโลกเพื่อแจ้งเหตุได้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งข้อความ หรือการโทรศัพท์เพื่อแจ้งสิ่งผิดปกติ

radar

เหตุใดเมื่อจับสัญญาณได้แล้วทำไมถึงยังไม่รู้ว่าเครื่องบินอยู่ที่ไหน?

สัญญานปริศนาที่ส่งออกมาจากเครื่องนั้นคือ Inflight Entertainment System ที่อยู่บนเครื่องบิน ซึ่งถูกส่งมาจนกระทั่งถึงเวลาราว 08.00 น. เครื่องบินเปลี่ยนเส้นทางจาก จ.บันดาอาเจะห์เลี้ยวซ้าย ซึ่งอาจผ่านไปทางบังกลาเทศ และสัญญานถูกส่งมาเพียงชั่วโมงละครั้ง  ซึ่งจุดที่ดาวเทียมดวงนี้ที่รับสัญญาณได้ ตั้งอยู่เหนือมหาสมุทอินเดีย รับสัญญานโดยตรงจากระบบ IFE บนเครื่องบิน เครื่องบินก็บินขนานกับโลก ซึ่งเมื่อเทียบเอาระยะทางจากดาวเทียมถึงเครื่องบิน ก็จะมีจุดที่เป็นไปได้กระจายจากพื้นโลกเป็นวงกลม เมื่อเอามาพิจารณาร่วมกับเวลาที่ทำการบินแล้ว ก็จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนคือเหนือ กลาง และใต้ ส่วนกลางนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะหากเป็นพรมแดนของมาเลเซียและเพื่อนบ้านหากบินอยู่ก็ต้องตรวจพบ ซึ่งก็จะเหลือเพียงแค่ความเป็นไปได้คือทางเหนือขึ้นไปทางคาซัคสถานและทางใต้ลงไปทางออสเตรเลีย

แต่ปัญหาอยู่ที่ ดาวเทียมที่จับสัญญานได้นั้นมีเพียงดวงเดียว จึงสามารถกำหนดได้เพียงเท่านี้ หากมีดาวเทียมอื่นๆรอบๆจับสัญญานได้อีก ถึงจะสามารถหาจุดที่ถูกต้องได้ ซึ่งบักบินที่มีความชำนาญสูงๆ ก็จะสามารถหลบเส้นทางการค้นหาของเรด้าร์จากจุดต่างๆได้ด้วยการเปลี่ยนเพดานบินของเครื่องทั้งขึ้นและลง เพื่อให้ gps ไม่สามารถจับสัญญาณได้

radar2

ปริศนาของนักบิน

ที่น่าสนใจคือตัวนักบินที่ 1 กัปตัน Zaharie Ahmad Shah ซึ่งมีประสบการณ์การบินมากถึง 34 ปี และที่สำคัญเพื่อนร่วมงานของเขานั้นออกมาบอกว่าเขาเป็นคนคลั่งการเมืองอย่างหนัก โดยในวันที่ 7 มีนาคม วันเกิดเหตุที่เขาต้องบินเที่ยวบินนี้ เขาได้ขับรถไปฟังการไต่สวนคดีนายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำฝ่ายค้านที่ถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุกในข้อหาประพฤติผิดทางเพศ จากนั้นก็ขับรถกลับมาขับเที่ยวบินนี้ช่วงเที่ยงคืนวันเดียวกัน เพื่อนร่วมงานบอกว่ากัปตันชาห์เป็นผู้สนับสนุนนายอันวาร์ และคลั่งไคล้การเมืองมาก และเสริมว่าเขายังเป็นนักกิจกรรมด้านสังคมด้วย สรุปว่ามีความเป็นไปได้ว่าปฏิบัติการครั้งนี้อาจเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองอย่างหนึ่ง[i]

และนักบินคนที่สอง Fariq Abdul Hamid เองก็มีความน่าสงสัย เพราะเขาอายุเพียงแค่ 27 ปี เป็นนักบินหนุ่มที่มีชั่วโมงบินเพียง 6 ปีซึ่งภายหลังจากเกิดเหตุ สื่อออสเตรเลียได้ออกมาเปิดเผยว่า Jonti Roos สาวสวยชาวแอฟริกาใต้กับเพื่อนสาวอีกคนเคยได้รับเชิญจากนายฮาบิดให้เข้าไปนั่งในห้องนักบิน ตลอดทั้งไฟลต์ จากภูเก็ตไปกัวลาลัมเปอร์เมื่อปี 2554 และมีรูปถ่ายยืนยันอย่างชัดเจน ซึ่งนี่เป็นการละเมิดกฎการบินอย่างร้ายแรง[ii]

pilots

 

ดูข้อมูลเรื่องการจับสัญญาณจากเรดาร์เพิ่มเติมได้ที่ http://www.cnn.com/video/data/2.0/video/world/2014/03/16/nr-myers-malaysia-plane-search.cnn.html


[i] http://www.dailymail.co.uk/news/article-2581817/Doomed-airliner-pilot-political-fanatic-Hours-taking-control-flight-MH370-attended-trial-jailed-opposition-leader-sodomite.html

[ii] http://edition.cnn.com/2014/03/11/world/asia/malaysia-airlines-cockpit-companions/

Share.

About Author

Leave A Reply